ชีวิตช่วงนี้ไม่มีอะไรมากมาย เช้าเข้าสำนักงาน นั่งตรวจคนไข้ ตรวจๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนถึงประมาณ 11โมง ก็เก็บสัมภาระ เปลี่ยนรองเท้าจากคัทชูส้นสูง 2 นิ้วมาเป็นรองเท้าผ้าใบ เปลี่ยนจากกระโปรงทรงเอสีดำมาสวมกางเกงยีนส์ สะพายสัมภาระขึ้นบ่า ปั่นจักรยานคู่ชีพออกไปตะเวณหาหาคนไข้เรื้อรัง ผู้พิการทั้งแก่และเด็ก 
 
 
 
 
           ชีวิตก็เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน พอใกล้สิ้นเดือนก็เข้าสำนักงานนั่งโต๊ะทำรายงาน เป็นพยาบาลธุรการ ช่วงปลายปีงบประมาณก็ทำงานนำเสนอกองทุน เพื่อของบมาช่วยผู้ขาดโอกาสทางสังคม ช่วงนั้นของปีเราจึงเป็นพยาบาลพาวเวอร์พอยท์ พอปิดปีงบก็กลายกลับมาเป็นพยาบาลวิชาชีพเหมือนเดิม 
 
 
          เหมือนจะเป็นหนังเรื่องเดิม หัวข้อหลักอาจจะเหมือนเดิมแต่รายละเอียดปลีกย่อยมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ เช่นในเดือนนี้ วันที่ 3 ตุลาคม2555 ที่ผ่านมา ก็ได้ไปทำคลอดฉุกเฉินให้กับหญิงตั้งครรภ์ถึงที่บ้าน ขณะที่ทำก็กลัวเหลือเกินว่าจะเกิดเหตุอันตรายที่เกินศักยภาพของเราในตอนนั้น แต่คงเป็นเพราะโชคช่วย ทารกจึงเกิดรอด และแม่เด็กปลอดภัย พยาบาลก็สบายใจ ญาติๆก็มีความสุข 
 
         หญิงชาวชนบทอย่างพวกเราถึงท้องโต ท้องแก่แค่ใหนก็ยังคงทำงานหนักไม่ได้พักจนถึงวันคลอด วันเกิดเหตุช่วงชาวแม่เด็กไปตัดอ้อยที่ไร่ท้ายหมู่บ้าน (โชคดีอีกข้อที่ไร่แปลงนี้อยู่ใกล้หมู่บ้าน) โดยไปกับสามีและแม่ของตนเอง แม่เด็กบอกว่าเริ่มมีเจ็บตอนตั้งแต่เช้ามืดแล้ว แต่เห็นว่าท้องแรกเจ็บแบบนี้อยู่สามวันถึงคลอดเลยคิดเอาเองว่าน่าจะสามวันเหมือนท้องแรก เลยออกไปตัดอ้อยที่ไร่ และไม่ได้บอกสามีว่าเจ็บท้อง
 
         พอช่วงสายของวันนั้น เริ่มมีอาการเจ็บท้องขึ้นมาอีก แต่ก็อดทนเพราะเห็นว่างานใกล้เสร็จแล้วจึงไม่ได้บอกใคร ประมาณเที่ยงครึ่ง เริ่มมีเจ็บท้องถี่ขึ้น และเหมือนจะมีลมเบ่ง จึงได้บอกแม่และสามีให้ทราบ ว่าตนเองเจ็บท้องเหมือนจะคลอด จากนั้นแม่และสามีจึงได้พาขี่ซาเล้งเข้ามาในบ้านเพื่อจะเก็บของเตรียมไปโรงพยาบาล ระหว่างทางที่มา อาการเจ็บก็ถี่ขึ้น นานขึ้น  พอถึงบ้านจึงลงไปนอนพักที่แคร่ใต้ต้นมะขาม พอเอนตัวลงนอนพักก็เกิดเจ็บท้องพร้อมกับมีน้ำใสๆใหลออกมา ก็เลยคิดว่าไปโรงพยาบาลไม่ทันแน่ๆ จึงบอกให้สามีไปตามหมอที่อนามัยมาช่วย 
 
         โชคดีเป็นครั้งที่สอง ที่ข้าพเจ้าลืมเครื่องวัดความดันเอาไว้ที่อนามัย เลยปั่นจักยานกลับมาเอา ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะตอนนั้นไม่มีใครอยู่ที่สำนักงานเลย 
 
        ตอนนั้นปั่นจักรยานมาถึงอนามัย ก็พอดีซาเล้งของพ่อเด็กเลี้ยวเข้าอนามัยมาพอดี พอสอบถามได้ความแล้วก็ตาลีตาเหลือกเก็บอุปกรณ์ใส่ซาเล้งไปทันที 
 
        พอไปถึงก็พอแม่เด็ก นอนอยู่บนแคร่ สภาพนุ่งผ้าถุง มีไทยมุงทั้งเด็กและแก่ คอยเฝ้ามองอยู่ห่างๆ เพราะแม่ของหญิงตั้งครรภ์คอยช่วยกันเป็นระยะๆ พอฝ่าไทยมุงเข้าไปได้ ก็ทำการปูผ้าคลุมท้องคนไข้ จากนั้นก็ทำการมุดเข้าไปในผ้า ปรากฏว่า ศีรษะของทารกโผล่ออกมาแล้ว จึงรีบเปิดชุดช่วยคลอดและช่วยทำคลอดไหล่ให้ พอทารกโผล่ออกมาทั้งตัว ครั้งแรกที่เห็นขอสารภาพตามตรงว่าตกใจมาก เพราะน้องตัวเขียว อ่อนปวกเปียก จึงรีบ หนีบสะดือ ช่วยดูดเสมหะ กระตุ้นให้หายใจ พอเด็กเริ่มร้องก็ค่อยโล่งใจทั้งคนช่วยทำคลอด แม่เด็ก และคุณยาย 
 
          พอตัดสะดือเสร็จ ก็ช่วยห่อผ้าแล้วส่งให้แม่เด็ก จากนั้นก็มาช่วยทำคลอดรก เสร็จเรียบร้อย ก็โทรตามรถโรงพยาบาลให้ออกมารับแม่และเด็กไปโรงพยาบาล
 
 
        เรื่องตื่นเต้นก็ผ่านไปอย่างปลอดภัย ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย พยาบาลก็สุขใจ  
โฉมหน้าสาวน้อยที่ไปช่วยทำคลอดให้ที่บ้าน หน้าตาน่าเกลียดน่าชังมากๆ 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

โดยส่วนตัวอีฟปฏิเสธขนบการจัดกลุ่มเพศวิถี (Sexuality) แบบกระแสหลัก
 Heterosexuality, Homosexuality, Bisexuality ทำนองนั้น
 มันเป็นการจัดโดยไม่เหลือที่ว่างให้คนรสนิยมฝักใฝ่ในตอม่อสะพาน, เสากระโดงเรือ, กุ้งล็อพสเท่อร์, หอไอเฟ้ล โอเคย์โจ๊คนะคะไม่มีไร
 ทีนี้ pointของอีฟก็คือว่ากรอบคิดวิทยาศาสตร์ชีวภาพรวมถึงศาสนาจะเอาเพศสภาพ (gender) ตั้ง คือถ้ายูเกิดมามีน้องจูจู้ ยูก็ดำเนินชีวิตไปแบบหนึ่ง หรือถ้ายูมีน้องจีจี้ ก็แบบหนึ่ง แต่กรอบคิดสังคมวิทยาจะเอาสังคมตั้ง แล้วมันก็เถียงกัน
 คือฝ่ายศาสนาเขาก็ไม่ยอมใช่ไหมคะ แต่ถึงที่สุดแล้ว ศาสนาก็ต้องยอมถอยไป เพราะดึงดันไปคดีเกย์ฆ่าตัวตายบนโลกย์มีแต่เพิ่มขึ้น แล้วผลเสียตกอยู่ที่เด็ก ไปโรงเรียนเจอเพื่อนล้อเพื่อนแกล้ง อย่างสองสามปีก่อนหน้านี้เด็กฝรั่งแม่งเขียนจดหมายลาตายฆ่าตัวตายกันฉิบหายวายป่วงเลย

#6 By Bubble Bleed on 2012-10-24 19:01

@piyanar ไม่ได้ซื้อหวยค่ะ
 ที่รอดก็รอดกันดี ส่วนที่ตายก็มีบางทีลูกตาย บางทีแม่ตาย บางทีตายทั้งแม่ทั้งลูก อย่างแม่นาคพระโขนงไงค่ะ 
และสมัยก่อน ถึงคลอดหมอตำแย ก็ยังมีการเฝ้าคลอด มีคนมาคอยดูแล ช่วยเชียร์เบ่ง ช่วยต้มน้ำ ละลายน้ำตาล ตำใบสะระแหน่ให้แม่กินเพื่อให้แม่มีแรงเบ่งคลอด
แต่รายนี้ เป็นการคลอดแบบฉุกเฉิน ไม่ได้มาเฝ้าคลอด มาถึงหัวเด็กก็โผล่ออกมาแล้ว คือตอนนั้นที่เห็นก็กลัวไปสารพัด กลัวเด็กขาดออกซิเจน กลัวนู้นกลัวนี้ เพราะมันไม่มีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ก่อนว่าจะได้ทำคลอด เลยรู้สึกวิตกกังวล 
เข้าทำนองว่ายิ่งรู้มาก ยิ่งกลัวมาก

#5 By Death moon on 2012-10-24 14:50

@artiscream มันกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วละค่ะที่พอใครได้ลูกสาวก็ต้องซื้อของขวัญเป็นสีชมพูให้ 
แต่จริงๆแล้ว พอเขาโตขึ้นมาเขาก็จะตัดสินใจได้เองแหละว่าเขาจะเป็นเพศใหน แต่จะแสดงออกมาได้มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมเขามาอีกที
จขบ.เองบางทียังอยากมีแฟนเป็นสาวสวยเลย อิอิ 

#4 By Death moon on 2012-10-24 14:25

ซื้อหวยอึเป่านี้ อุอุ Hot! Hot! Hot!
..
คนสมัยก่อนคลอดหมอตำแยทั้งนั้นยังรอดกันดี
พี่สะใภ้คลอดลูก 5 คนที่บ้าน
หมอผดุงครรภ์มาคนเดียวเก่งมาก
อันสุดท้ายพอคลอดลูกแล้ว
หมอเขารีดท้องให้รกออกให้หมด
ใช้ศัพย์น่ารัก คลอดรก อุอุ

#3 By ปิยะ99 on 2012-10-18 20:22

big smile น่าเกลียดน่าชังจริงๆ

#2 By วิหคสีคราม on 2012-10-18 13:53

Hot! Hot! Hot! Hot!
น่าตื่นเต้นค่ะ
มนุษย์นี่พอผ่านประเด็นสูตินรีเวชวิทยา (obstetrics and gynaecology) คลอดออกมาเจอประเด็นสังคมวิทยา (sociology) เลยนะคะ; การหล่อหลอมความเป็นเพศ (sexualization) ด้วย 'สี' ชมพู/ฟ้า ทำนองนั้น
 นี้สืบย้อนไปถึงศตวรรษ19 กรอบคิดสังคมวิทยาที่เสนอข้อโต้แย้งกับกรอบคิดจิตวิเคราะห์ (psycho analysis) ว่ากระเทย/เกย์/ทอม/ดี้/เลสไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตอย่างฟรอยซ์เสนอ

 สังคมวิทยาเสนอต่อมาว่าเพศของมนุษย์ไม่ได้มีมาแต่กำเนิดตามกรอบคิดวิทศาสตร์ชีวภาพ (เช่น ผู้ชายต้องมีน้องจูจู้/ผู้หญิงต้องมีน้องจีจี้) แต่เพศของคนๆหนึ่ง (หรือการตระหนักรู้ว่าตัวเองเป็นเพศอะไร) เกิดจากการขัดเกลาทางสังคม (socialization) ด้วยรหัสทางวัฒนธรรม (เช่น ทรงผม, เสื้อผ้า, สี, การปีนต้นไม้/การเย็บปัก)

 ข้อโต้แย้งนี้สั่นสะเทือนไปถึงกรอบคิดแพทยศาสตร์ในบางประเทศอย่างฝรั่งเศสที่ยกเลิกคำอธิบายกระเทย/เกย์/ทอม/ดี้/เลสเป็นความผิดปกติทางจิต ในขณะที่ประเทศบางประเทศเอาเขามาล้อเลียน, เอามาเป็นตัวตลกในละคร, ตลอดจนแบนหนังที่เขากำกับเพียงว่ามีฉากเกย์ล่อตูดผู้ชาย 3 วิ แน่นอน! แต่ขนบการเอากันแบบชาย/หญิงอนุญาตให้มีบนจอเงินได้

#1 By Bubble Bleed on 2012-10-18 13:37